“มือสั่น…ใช่โรคพาร์กินสันหรือเปล่า?” 🖐️🧠
รู้จักอาการตั้งแต่ระยะแรก และสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม
หลายคนเมื่อเริ่มสังเกตว่ามือตัวเองสั่น
เวลาถือของ เขียนหนังสือ หรือแม้แต่นั่งเฉย ๆ
คำถามแรกที่มักเกิดขึ้นคือ…
“หรือเรากำลังเป็นโรคพาร์กินสัน?”
คำถามนี้เป็นหนึ่งในความกังวลที่หมอพบได้บ่อยในห้องตรวจ
แต่ในมุมมองของแพทย์…
เวลาพบคนไข้ที่มีอาการมือสั่น
สิ่งแรกที่หมอมองหา ไม่ใช่แค่คำตอบว่า
“เป็นหรือไม่เป็นพาร์กินสัน”
แต่คือการทำความเข้าใจว่า…
อาการสั่นนี้มีลักษณะอย่างไร
เกิดขึ้นตอนไหน
และมีสัญญาณอื่นของระบบประสาทร่วมด้วยหรือไม่
เพราะความจริงคือ…
ไม่ใช่อาการมือสั่นทุกชนิด = โรคพาร์กินสัน
และในทางกลับกัน…
ผู้ป่วยพาร์กินสันบางคน
ในระยะแรก อาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยมือสั่นด้วยซ้ำ
🧠 โรคพาร์กินสันเกิดจากอะไร?
โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคของระบบประสาทที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองบางกลุ่ม
โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า
Substantia nigra
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว (basal ganglia circuit)
เซลล์บริเวณนี้ทำหน้าที่สร้างสารสื่อประสาทสำคัญชื่อ
Dopamine
Dopamine ไม่ได้ทำให้เราเคลื่อนไหวโดยตรง
แต่ช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่น แม่นยำ และเหมาะสม
เมื่อ dopamine ลดลง…
วงจรควบคุมการเคลื่อนไหวเริ่มเสียสมดุล
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “มือสั่น”
แต่คือการเปลี่ยนแปลงของระบบการเคลื่อนไหวทั้งระบบ
🖐️ มือสั่นแบบไหนที่นึกถึงพาร์กินสัน?
อาการสั่นของโรคพาร์กินสันมักมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า
Resting tremor
คือ…
🔹 สั่นตอนมืออยู่นิ่ง ๆ
เช่น วางมือบนตัก นั่งพัก ดูโทรทัศน์
🔹 เวลาเริ่มขยับหรือหยิบจับของ
อาการสั่นอาจลดลง
🔹 มักเริ่มที่มือข้างเดียวก่อน
🔹 บางคนมีลักษณะเหมือนนิ้วโป้งกับนิ้วชี้กำลังคลึงเม็ดยา
เรียกว่า pill-rolling tremor
อย่างไรก็ตาม…
อาการมือสั่นที่พบบ่อยจำนวนมากไม่ได้เกิดจากพาร์กินสัน
เช่น Essential tremor
ซึ่งมักสั่นชัดเวลาใช้งานมือ เช่น
จับแก้วน้ำ
เขียนหนังสือ
ถือช้อน
ดังนั้น “รูปแบบของการสั่น” จึงสำคัญมากในการวินิจฉัย
แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนรู้คือ…
🧠 พาร์กินสันไม่ใช่โรคของมือสั่นเท่านั้น
ในทางการแพทย์ อาการหลักที่เรามองหา คือกลุ่มอาการที่เรียกว่า
Parkinsonism
ซึ่งประกอบด้วยอาการสำคัญหลายอย่าง
1️⃣ เคลื่อนไหวช้าลง (Bradykinesia)
นี่เป็นหนึ่งในอาการสำคัญที่สุด
คนไข้อาจเริ่มรู้สึกว่า…
🔸 ทำอะไรช้ากว่าเดิม
🔸 ติดกระดุมลำบากขึ้น
🔸 ใช้ช้อน ใช้มือไม่คล่อง
🔸 เขียนหนังสือตัวเล็กลงเรื่อย ๆ
เรียกว่า
Micrographia
บางครั้งคนไข้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองช้า
แต่คนในครอบครัวเป็นคนสังเกตเห็นก่อน
2️⃣ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (Rigidity)
อาจรู้สึกว่า…
🔸 แขนขาฝืด
🔸 ไหล่ตึง
🔸 หมุนตัวลำบาก
🔸 เคลื่อนไหวไม่ลื่นไหลเหมือนเดิม
หลายคนในช่วงแรกอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงปัญหากล้ามเนื้อ กระดูก หรืออายุที่เพิ่มขึ้น
3️⃣ ท่าทางและการเดินเปลี่ยนไป
สัญญาณที่พบได้ เช่น
🔸 เดินก้าวสั้นลง
🔸 เดินช้าลง
🔸 แขนข้างหนึ่งแกว่งน้อยกว่าอีกข้าง
🔸 ตัวเริ่มโน้มไปข้างหน้า
บางครั้งนี่เป็นสัญญาณเล็ก ๆ ที่ครอบครัวสังเกตเห็นก่อน
🧠 อาการที่หลายคนไม่รู้
พาร์กินสันอาจเริ่มก่อนมือสั่น
โรคพาร์กินสันไม่ได้ส่งผลเฉพาะระบบการเคลื่อนไหว
เราพบอาการที่เรียกว่า
Non-motor symptoms
ซึ่งบางอย่างอาจเกิดก่อนอาการมือสั่นหลายปี เช่น
🔸 ท้องผูกเรื้อรัง
🔸 การรับกลิ่นลดลง (Hyposmia)
🔸 นอนละเมอออกท่าทางตามความฝัน
(REM sleep behavior disorder)
🔸 อารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล
🔸 เสียงเบาลง
🔸 สีหน้าดูน้อยลง (masked face)
เพราะพาร์กินสันเป็นโรคของระบบประสาท ไม่ใช่เพียงโรคของมือ
🚩 สัญญาณแบบไหนควรปรึกษาแพทย์?
ควรมาตรวจเพิ่มเติมถ้ามี
✔ มือสั่นข้างเดียว และเป็นมากขึ้น
✔ เคลื่อนไหวช้าลงผิดปกติ
✔ มือใช้งานไม่คล่องเหมือนเดิม
✔ เดินเปลี่ยนไป
✔ เขียนหนังสือตัวเล็กลง
✔ มีหลายอาการเกิดร่วมกัน
การตรวจตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้วินิจฉัยได้ถูกต้อง และวางแผนดูแลได้เหมาะสม
💡 สิ่งที่หมออยากให้จำ
มือสั่น…
ไม่จำเป็นต้องเป็นพาร์กินสันเสมอไป
แต่ก็ไม่ควรมองข้าม หากมันเป็นสัญญาณหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในสมอง
หลายครั้งร่างกายไม่ได้ส่งเสียงเตือนดัง ๆ
แต่ส่งมาเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น…
มือที่ช้าลง
ลายมือที่เปลี่ยนไป
ก้าวเดินที่ไม่เหมือนเดิม
การฟังสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่ต้น
อาจทำให้เราดูแลสมองได้เร็วขึ้น
เพราะเป้าหมายของการรักษาโรคพาร์กินสันในวันนี้
ไม่ใช่แค่รักษาอาการสั่น
แต่คือ…
ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงเคลื่อนไหว ใช้ชีวิต และเป็นตัวเองได้นานที่สุด
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา