บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ เวียนศีรษะ น้ำในหูไม่เท่ากัน
3 เวียนศีรษะ

น้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere's Disease)

ทำไมบ้านหมุนพร้อมหูอื้อและได้ยินไม่ชัด? เข้าใจโรค รักษาได้

อ่านประมาณ 8 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

"หมอครับ เวียนหัวทีไร หูข้างนี้จะอื้อทุกครั้ง"

นี่เป็นคำบอกเล่าที่แพทย์มักได้ยินจากผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งแตกต่างจากอาการบ้านหมุนทั่วไป เพราะผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงอาการเวียนศีรษะ แต่ยังมีอาการผิดปกติของการได้ยินร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นหูอื้อ ได้ยินลดลง หรือมีเสียงดังในหู

หลายคนคิดว่าอาการเหล่านี้คงหายไปเอง จึงปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลับกำเริบซ้ำ และการได้ยินค่อย ๆ แย่ลง จึงเริ่มมาพบแพทย์

💡 ชื่อโรคอาจทำให้เข้าใจผิด

แม้ชื่อโรคจะเรียกว่า "น้ำในหูไม่เท่ากัน" แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำในหูทั้งสองข้างมีระดับไม่เท่ากันอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นความผิดปกติของของเหลวภายในหูชั้นใน ซึ่งส่งผลต่อทั้งระบบการทรงตัวและการได้ยิน

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร?

น้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere's Disease)

ภาพประกอบ: ความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน และกลไกการเกิดอาการ

ภายในหูชั้นในมีของเหลวที่ทำหน้าที่สำคัญทั้งในการรับเสียงและการทรงตัว เมื่อปริมาณหรือความดันของของเหลวนี้เกิดความผิดปกติ จะรบกวนการทำงานของอวัยวะรับเสียงและอวัยวะรับการทรงตัว ทำให้เกิดอาการบ้านหมุน หูอื้อ และการได้ยินลดลง

แม้ในปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ความผิดปกติของการควบคุมของเหลวในหูชั้นใน พันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน หรือการติดเชื้อไวรัสในอดีต

อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะ

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันมีอาการสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่

1

บ้านหมุนหรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง

อาการบ้านหมุนมักเป็นอยู่นาน 20 นาทีถึงหลายชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดที่มักเป็นเพียงไม่กี่วินาทีถึงประมาณ 1 นาที

2

หูอื้อ หรือรู้สึกแน่นในหู

ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าหูข้างที่เป็นมีอาการอื้อหรือแน่น โดยเฉพาะในช่วงที่อาการบ้านหมุนกำลังจะมา หรือในขณะที่มีอาการ

3

มีเสียงดังในหู

เช่น เสียงหึ่ง เสียงจี่ หรือเสียงลม ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ

4

การได้ยินลดลง

โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำในระยะแรก หลังอาการดีขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากจะรู้สึกอ่อนเพลีย และอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

อาการมักเกิดเป็น ๆ หาย ๆ

ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ อาการมักกำเริบเป็นครั้ง ๆ บางคนอาจมีอาการเพียงปีละ 1–2 ครั้ง ขณะที่บางคนอาจกำเริบหลายครั้งต่อเดือน

ในช่วงแรก การได้ยินอาจกลับมาใกล้เคียงปกติหลังอาการสงบ แต่หากโรคกำเริบซ้ำบ่อย ๆ การได้ยินอาจค่อย ๆ ลดลงและกลายเป็นการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้

⚠️ อย่าปล่อยให้อาการหายเองโดยไม่รักษา

หากมีอาการบ้านหมุนร่วมกับหูอื้อ การได้ยินลดลง หรือมีเสียงดังในหู ไม่ควรปล่อยให้อาการหายเองทุกครั้ง เพราะการได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรก อาจช่วยควบคุมอาการและรักษาระดับการได้ยินไว้ได้ดีกว่า

แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?

การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย และการตรวจการได้ยิน (Audiogram)

การตรวจการได้ยินมีความสำคัญ เพราะช่วยยืนยันว่ามีการสูญเสียการได้ยินในลักษณะที่เข้าได้กับโรค และใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินในระยะยาว

ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI เพื่อแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยิน หรือโรคทางสมองบางชนิด

การรักษา

การรักษามีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการ ลดความถี่ของการกำเริบ และช่วยรักษาระดับการได้ยินให้นานที่สุด

1

การรักษาเมื่อมีอาการเฉียบพลัน

แพทย์อาจให้ยาเพื่อลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน

2

การป้องกันการกำเริบ

อาจพิจารณาให้ยาบางชนิดร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น การลดอาหารเค็ม เนื่องจากโซเดียมอาจส่งผลต่อสมดุลของของเหลวภายในหูชั้นในในผู้ป่วยบางราย

3

ทางเลือกเพิ่มเติม

หากอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจมีทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยาเข้าหูชั้นกลาง หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย

พยากรณ์โรค

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นโรคเรื้อรังที่มักมีอาการกำเริบเป็นช่วง ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการบ้านหมุนได้ด้วยการใช้ยา การปรับพฤติกรรม และการติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงปกติ

อย่างไรก็ตาม หากโรคดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน การได้ยินของหูข้างที่เป็นอาจค่อย ๆ ลดลง และในบางรายอาจสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้ ดังนั้น การเข้ารับการรักษาและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ

ดูแลตัวเองอย่างไร?

แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์ แต่การดูแลตนเองอาจช่วยลดโอกาสการกำเริบของอาการได้

  • ลดการรับประทานอาหารเค็ม
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ลดความเครียด
  • จำกัดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ หากสังเกตว่าสิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้อาการกำเริบ
  • งดสูบบุหรี่

การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการติดตามรักษากับแพทย์ จะช่วยให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้นในระยะยาว

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • Meniere's Disease เกิดจากความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการบ้านหมุนรุนแรง (นาน 20 นาที–หลายชั่วโมง) พร้อมหูอื้อ เสียงดังในหู และการได้ยินลดลง แตกต่างจาก BPPV ที่อาการเป็นแค่ไม่กี่วินาที
  • โรคนี้มักกำเริบเป็นครั้ง ๆ หากปล่อยนาน การได้ยินอาจค่อย ๆ แย่ลงถาวรได้ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยรักษาระดับการได้ยินไว้ได้ดีกว่า
  • การลดอาหารเค็ม พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ร่วมกับการติดตามรักษากับแพทย์ ช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com