"หมอครับ เวียนหัวทีไร หูข้างนี้จะอื้อทุกครั้ง"
นี่เป็นคำบอกเล่าที่แพทย์มักได้ยินจากผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งแตกต่างจากอาการบ้านหมุนทั่วไป เพราะผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงอาการเวียนศีรษะ แต่ยังมีอาการผิดปกติของการได้ยินร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นหูอื้อ ได้ยินลดลง หรือมีเสียงดังในหู
หลายคนคิดว่าอาการเหล่านี้คงหายไปเอง จึงปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการตรวจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลับกำเริบซ้ำ และการได้ยินค่อย ๆ แย่ลง จึงเริ่มมาพบแพทย์
💡 ชื่อโรคอาจทำให้เข้าใจผิด
แม้ชื่อโรคจะเรียกว่า "น้ำในหูไม่เท่ากัน" แต่ไม่ได้หมายความว่าน้ำในหูทั้งสองข้างมีระดับไม่เท่ากันอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นความผิดปกติของของเหลวภายในหูชั้นใน ซึ่งส่งผลต่อทั้งระบบการทรงตัวและการได้ยิน
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันคืออะไร?
ภาพประกอบ: ความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน และกลไกการเกิดอาการ
ภายในหูชั้นในมีของเหลวที่ทำหน้าที่สำคัญทั้งในการรับเสียงและการทรงตัว เมื่อปริมาณหรือความดันของของเหลวนี้เกิดความผิดปกติ จะรบกวนการทำงานของอวัยวะรับเสียงและอวัยวะรับการทรงตัว ทำให้เกิดอาการบ้านหมุน หูอื้อ และการได้ยินลดลง
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ความผิดปกติของการควบคุมของเหลวในหูชั้นใน พันธุกรรม ภูมิคุ้มกัน หรือการติดเชื้อไวรัสในอดีต
อาการที่เป็นลักษณะเฉพาะ
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันมีอาการสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่
1
บ้านหมุนหรือเวียนศีรษะอย่างรุนแรง
อาการบ้านหมุนมักเป็นอยู่นาน 20 นาทีถึงหลายชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากโรคหินปูนในหูชั้นในหลุดที่มักเป็นเพียงไม่กี่วินาทีถึงประมาณ 1 นาที
2
หูอื้อ หรือรู้สึกแน่นในหู
ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าหูข้างที่เป็นมีอาการอื้อหรือแน่น โดยเฉพาะในช่วงที่อาการบ้านหมุนกำลังจะมา หรือในขณะที่มีอาการ
เช่น เสียงหึ่ง เสียงจี่ หรือเสียงลม ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการนอนหลับ
โดยเฉพาะเสียงความถี่ต่ำในระยะแรก หลังอาการดีขึ้น ผู้ป่วยจำนวนมากจะรู้สึกอ่อนเพลีย และอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
อาการมักเกิดเป็น ๆ หาย ๆ
ลักษณะเด่นของโรคนี้คือ อาการมักกำเริบเป็นครั้ง ๆ บางคนอาจมีอาการเพียงปีละ 1–2 ครั้ง ขณะที่บางคนอาจกำเริบหลายครั้งต่อเดือน
ในช่วงแรก การได้ยินอาจกลับมาใกล้เคียงปกติหลังอาการสงบ แต่หากโรคกำเริบซ้ำบ่อย ๆ การได้ยินอาจค่อย ๆ ลดลงและกลายเป็นการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้
⚠️ อย่าปล่อยให้อาการหายเองโดยไม่รักษา
หากมีอาการบ้านหมุนร่วมกับหูอื้อ การได้ยินลดลง หรือมีเสียงดังในหู ไม่ควรปล่อยให้อาการหายเองทุกครั้ง เพราะการได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรก อาจช่วยควบคุมอาการและรักษาระดับการได้ยินไว้ได้ดีกว่า
แพทย์วินิจฉัยโรคนี้อย่างไร?
การวินิจฉัยอาศัยการซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย และการตรวจการได้ยิน (Audiogram)
การตรวจการได้ยินมีความสำคัญ เพราะช่วยยืนยันว่ามีการสูญเสียการได้ยินในลักษณะที่เข้าได้กับโรค และใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินในระยะยาว
ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจ MRI เพื่อแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายกัน เช่น เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยิน หรือโรคทางสมองบางชนิด
การรักษา
การรักษามีเป้าหมายเพื่อควบคุมอาการ ลดความถี่ของการกำเริบ และช่วยรักษาระดับการได้ยินให้นานที่สุด
1
การรักษาเมื่อมีอาการเฉียบพลัน
แพทย์อาจให้ยาเพื่อลดอาการเวียนศีรษะและคลื่นไส้อาเจียน
อาจพิจารณาให้ยาบางชนิดร่วมกับการปรับพฤติกรรม เช่น การลดอาหารเค็ม เนื่องจากโซเดียมอาจส่งผลต่อสมดุลของของเหลวภายในหูชั้นในในผู้ป่วยบางราย
หากอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจมีทางเลือกในการรักษาเพิ่มเติม เช่น การฉีดยาเข้าหูชั้นกลาง หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย
พยากรณ์โรค
โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นโรคเรื้อรังที่มักมีอาการกำเริบเป็นช่วง ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการบ้านหมุนได้ด้วยการใช้ยา การปรับพฤติกรรม และการติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ใกล้เคียงปกติ
อย่างไรก็ตาม หากโรคดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน การได้ยินของหูข้างที่เป็นอาจค่อย ๆ ลดลง และในบางรายอาจสูญเสียการได้ยินอย่างถาวรได้ ดังนั้น การเข้ารับการรักษาและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ
ดูแลตัวเองอย่างไร?
แม้จะยังไม่มีวิธีป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์ แต่การดูแลตนเองอาจช่วยลดโอกาสการกำเริบของอาการได้
- ลดการรับประทานอาหารเค็ม
- ดื่มน้ำให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ลดความเครียด
- จำกัดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ หากสังเกตว่าสิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้อาการกำเริบ
- งดสูบบุหรี่
การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการติดตามรักษากับแพทย์ จะช่วยให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้นในระยะยาว
📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้
- ✓Meniere's Disease เกิดจากความผิดปกติของของเหลวในหูชั้นใน ทำให้เกิดอาการบ้านหมุนรุนแรง (นาน 20 นาที–หลายชั่วโมง) พร้อมหูอื้อ เสียงดังในหู และการได้ยินลดลง แตกต่างจาก BPPV ที่อาการเป็นแค่ไม่กี่วินาที
- ✓โรคนี้มักกำเริบเป็นครั้ง ๆ หากปล่อยนาน การได้ยินอาจค่อย ๆ แย่ลงถาวรได้ การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยรักษาระดับการได้ยินไว้ได้ดีกว่า
- ✓การลดอาหารเค็ม พักผ่อนเพียงพอ ลดความเครียด และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ร่วมกับการติดตามรักษากับแพทย์ ช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง
คลังความรู้โรคสมอง
www.dradisak.com