หลายคนเคยมีอาการปวดหัว และมักเรียกรวม ๆ ว่า "ไมเกรน" แต่ในความเป็นจริง อาการปวดศีรษะมีหลายชนิด และไม่ใช่ทุกอาการปวดหัวจะเป็นไมเกรน
บางคนทานยาไมเกรนทั้งที่ไม่ได้เป็นไมเกรน ขณะที่บางคนเป็นไมเกรนมานานหลายปีแต่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงโดยไม่จำเป็น
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่า อาการปวดหัวแบบไหนน่าจะเป็นไมเกรน แบบไหนเป็นอาการปวดหัวจากความเครียด และเมื่อไหร่ที่อาการปวดหัวอาจเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์
อาการปวดหัวแบ่งได้หลายชนิด
อาการปวดศีรษะสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่
- ไมเกรน (Migraine)
- ปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type headache)
- ปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Cluster headache)
- ปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ
- ปวดศีรษะจากสาเหตุอันตราย เช่น เลือดออกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเนื้องอกในสมอง
แต่ในคลินิกโรคสมอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในสองกลุ่มแรก คือ ไมเกรน และ ปวดศีรษะจากความเครียด
ลักษณะของไมเกรน
ไมเกรนเป็นโรคของสมองที่ทำให้ระบบประมวลผลความเจ็บปวดไวผิดปกติ ไม่ใช่เพียงอาการปวดหัวธรรมดา ลักษณะที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดตุบ ๆ หรือปวดเป็นจังหวะ
- มักปวดข้างเดียว แต่บางครั้งอาจปวดสองข้างได้
- ปวดระดับปานกลางถึงรุนแรง
- ปวดมากขึ้นเมื่อเดิน ขึ้นบันได หรือออกแรง
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- แพ้แสง แพ้เสียง บางคนแพ้กลิ่น
- อยากนอนพักในห้องมืดและเงียบ
อาการมักเป็นนาน 4–72 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษา
ปวดหัวจากความเครียดต่างจากไมเกรนอย่างไร?
อาการปวดศีรษะจากความเครียดเป็นอาการปวดหัวที่พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักอธิบายว่า
- ปวดตื้อ ๆ เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ หรือเหมือนใส่หมวก/คาดผ้าแน่น ๆ
- ปวดทั้งสองข้าง ความรุนแรงไม่มาก ยังสามารถทำงานต่อได้
- ไม่ค่อยมีคลื่นไส้ ไม่ค่อยแพ้แสงหรือเสียง
มักสัมพันธ์กับความเครียด พักผ่อนน้อย ใช้คอมพิวเตอร์นาน และกล้ามเนื้อคอและบ่าตึง
💡 ไซนัสอักเสบใช่ไมเกรนหรือไม่?
หลายคนเข้าใจผิดว่าปวดบริเวณหน้าผากหรือรอบดวงตาเป็นไซนัสอักเสบเสมอ แต่ความจริงแล้ว ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าตนเองเป็นไซนัส กลับได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรน
ไซนัสอักเสบจริงมักมีอาการร่วม เช่น คัดจมูก น้ำมูกข้นสีเหลืองหรือเขียว มีไข้ กดเจ็บบริเวณไซนัส และมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ หากไม่มีอาการเหล่านี้ และปวดเป็น ๆ หาย ๆ ร่วมกับคลื่นไส้หรือแพ้แสง อาจเป็นไมเกรนมากกว่า
ปวดหัวจากคอเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่?
ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีอาการปวดเริ่มจากต้นคอ แล้วร้าวขึ้นมาด้านหลังศีรษะ อาการนี้อาจสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อคอตึง ข้อต่อกระดูกคอ การนั่งทำงานนาน และท่าทางที่ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม บางคนที่เป็นไมเกรนก็อาจมีอาการปวดคอร่วมด้วยตั้งแต่ก่อนปวดศีรษะ ดังนั้นอาการปวดคอเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถใช้แยกโรคได้ จำเป็นต้องพิจารณาอาการทั้งหมดร่วมกัน
แล้วเมื่อไหร่ควรกังวลว่าอาจไม่ใช่ไมเกรน?
แม้อาการปวดหัวส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่มีบางลักษณะที่ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่อันตราย
⚠️ ควรรีบไปโรงพยาบาลหากมีอาการต่อไปนี้
ปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิต เกิดขึ้นทันทีภายในไม่กี่วินาที, มีไข้สูง คอแข็ง หรือซึมลง, แขนหรือขาอ่อนแรง, พูดไม่ชัด, เดินเซ, ชัก, ตามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน, ปวดหัวหลังได้รับอุบัติเหตุ, ปวดหัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน, ปวดหัวครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี, หรือผู้ที่มีโรคมะเร็งหรือภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้วมีอาการปวดหัวใหม่
อาการเหล่านี้ไม่ควรคิดว่าเป็นไมเกรนจนกว่าจะได้รับการประเมินจากแพทย์
ควรตรวจ MRI สมองทุกคนหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็น ผู้ป่วยไมเกรนส่วนใหญ่สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติอาการและการตรวจร่างกายโดยแพทย์
การตรวจ MRI หรือ CT สมองจะพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะในผู้ที่มีสัญญาณอันตราย มีผลตรวจทางระบบประสาทผิดปกติ หรือมีอาการที่ไม่เข้าได้กับไมเกรนทั่วไป การตรวจภาพสมองโดยไม่จำเป็น ไม่ได้ช่วยให้วินิจฉัยไมเกรนได้แม่นยำขึ้น และอาจทำให้เกิดความกังวลจากความผิดปกติที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาการปวดศีรษะ
หากสงสัยว่าเป็นไมเกรน ควรทำอย่างไร?
หากอาการปวดศีรษะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ควรเริ่มจดบันทึกอาการ เช่น
- ปวดวันไหน ปวดนานกี่ชั่วโมง ปวดบริเวณใด
- ความรุนแรงของอาการ มีคลื่นไส้หรือแพ้แสงหรือไม่
- ก่อนปวดมีสิ่งกระตุ้นอะไร เช่น อดนอน อดอาหาร หรือมีความเครียด
- รับประทานยาอะไรแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำ และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้
- ✓อาการปวดศีรษะไม่ได้มีเพียงไมเกรน แต่ยังมีสาเหตุอื่นอีกหลายชนิด การสังเกตตำแหน่ง ความรุนแรง ลักษณะการปวด อาการร่วม และสิ่งกระตุ้น จะช่วยให้แยกโรคได้เบื้องต้น
- ✓ไมเกรนมักปวดตุบ ๆ ข้างเดียว รุนแรง มีคลื่นไส้และแพ้แสง/เสียง ส่วนปวดหัวจากความเครียดมักปวดตื้อ ๆ ทั้งสองข้าง ไม่รุนแรงมาก
- ✓หากอาการปวดหัวเป็นซ้ำจนกระทบต่อการทำงาน การใช้ชีวิต หรือมีสัญญาณอันตราย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาที่มีประสิทธิภาพ
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง
คลังความรู้โรคสมอง
www.dradisak.com