บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ ปวดศีรษะ ปวดหัวจากความเครียด
1 ปวดศีรษะ

ปวดหัวจากความเครียด (Tension-Type Headache) คืออะไร?

ต่างจากไมเกรนอย่างไร? โรคปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในโลก

อ่านประมาณ 7 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

"หมอครับ ปวดหัวแทบทุกวัน แต่ไม่ถึงกับปวดตุบ ๆ แบบไมเกรน" "เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ ปวดตั้งแต่หน้าผากไปถึงท้ายทอย" "ยิ่งเครียด ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งปวด"

อาการเหล่านี้พบได้บ่อยมาก และหลายคนเข้าใจว่าเป็นไมเกรน แต่ในความเป็นจริง โรคปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุดในโลกไม่ใช่ไมเกรน แต่คือ "ปวดศีรษะจากความเครียด" หรือ Tension-Type Headache (TTH)

⚠️ ไม่ใช่แค่ "คิดมาก"

แม้ชื่อจะมีคำว่า "ความเครียด" แต่โรคนี้ไม่ได้เกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว และไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วย "คิดมาก" หรือ "อ่อนแอ" — เป็นโรคที่เกิดจากความไวของระบบประสาทร่วมกับปัจจัยหลายด้าน ข่าวดีคือ สามารถรักษาและป้องกันได้ หากได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้อง

Tension-Type Headache คืออะไร?

Tension-Type Headache เป็นโรคปวดศีรษะปฐมภูมิ (Primary Headache) เช่นเดียวกับไมเกรน หมายความว่าไม่ได้เกิดจากเนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง หรือโรคร้ายแรงอื่น เป็นโรคปวดศีรษะที่พบได้บ่อยที่สุดในประชากรทั่วโลก หลายคนเคยมีอาการอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

แม้โรคนี้จะไม่อันตราย แต่หากเกิดบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงาน การเรียน ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต และสุขภาพจิตได้ไม่น้อย

ทำไมจึงเรียกว่า "ปวดหัวจากความเครียด"?

ในอดีตเชื่อว่าโรคนี้เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะ คอ และไหล่เกร็งจากความเครียด ปัจจุบันพบว่ากลไกของโรคซับซ้อนกว่านั้น — นอกจากความตึงของกล้ามเนื้อแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการที่สมองไวต่อความเจ็บปวดมากขึ้น (Pain Sensitization)

ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่

  • ความเครียด และความวิตกกังวล / ภาวะซึมเศร้า
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเหนื่อยล้าสะสม
  • การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือก้มดูโทรศัพท์เป็นเวลานาน
  • การนั่งท่าเดิมเป็นเวลานาน และการใช้สายตามากเกินไป
  • การกัดฟันหรือขบฟัน

ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นแตกต่างกัน

อาการเป็นอย่างไร?

1

ลักษณะอาการปวด

  • ปวดตื้อ ๆ หรือปวดแน่น เหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ หรือใส่หมวก/คาดผ้าที่แน่นเกินไป
  • ปวดสองข้างของศีรษะ บริเวณหน้าผาก ขมับ ท้ายทอย หรือรอบศีรษะ
  • มักปวดคอ บ่า หรือไหล่ร่วมด้วย
  • ความรุนแรงระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ยังทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันได้
  • เป็นได้ตั้งแต่ 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง บางรายปวดต่อเนื่องหลายวัน
2

ต่างจากไมเกรนอย่างไร?

แม้ทั้งสองโรคเป็นโรคปวดศีรษะที่พบบ่อย แต่มีลักษณะต่างกัน — ไมเกรนมักปวดตุบ ๆ ข้างเดียว รุนแรงกว่า และมีอาการคลื่นไส้ กลัวแสง กลัวเสียงร่วมด้วย ส่วน Tension-Type Headache มักปวดตื้อ ๆ ทั้งสองข้าง ไม่รุนแรงมาก และยังทำกิจกรรมได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจเป็นทั้งไมเกรนและ Tension-Type Headache พร้อมกัน ทำให้การวินิจฉัยต้องอาศัยการซักประวัติอย่างละเอียด

💡 ปวดคอ บ่า ไหล่ ทำให้ปวดหัว หรือปวดหัวทำให้คอตึง?

เกิดได้ทั้งสองทาง — เมื่อปวดศีรษะ กล้ามเนื้อคอและบ่ามักเกร็งตาม ในทางกลับกัน การนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหรือท่าทางที่ไม่เหมาะสม ก็ทำให้กล้ามเนื้อคอและบ่าตึงและกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ การรักษาจึงไม่ได้มุ่งเพียงให้ยา แต่ต้องแก้ไขปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วย

ปวดหัวทุกวัน แปลว่าเป็น TTH หรือไม่?

ไม่เสมอไป หากปวดศีรษะเกือบทุกวัน อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • Chronic Tension-Type Headache
  • Chronic Migraine
  • Medication Overuse Headache (ปวดศีรษะจากการใช้ยาแก้ปวดมากเกิน)
  • โรคทางสมองอื่น ๆ

จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์ โดยเฉพาะหากอาการเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม หรือใช้ยาแก้ปวดบ่อย

ต้องตรวจ CT หรือ MRI สมองหรือไม่?

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็น หากลักษณะอาการเข้าได้กับ Tension-Type Headache และการตรวจระบบประสาทปกติ แพทย์มักไม่จำเป็นต้องตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ MRI สมอง

แต่แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม หากมีอาการ เช่น

  • ปวดศีรษะครั้งแรกที่รุนแรงผิดปกติ หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือชัก
  • มีไข้หรือคอแข็ง
  • ปวดหลังอุบัติเหตุ หรือเริ่มปวดครั้งแรกหลังอายุ 50 ปี

รักษาอย่างไร?

🎉 ข่าวดี!

ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปรับพฤติกรรม

1

ปรับพฤติกรรม — หัวใจสำคัญที่สุด

  • นอนให้เพียงพอ และพักสายตาเป็นระยะ
  • ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30–60 นาที
  • ลดความเครียด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ยืดกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่เป็นประจำ
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารตรงเวลา
2

ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการ

หากปวดไม่บ่อย สามารถใช้ยา เช่น Paracetamol, Ibuprofen, Naproxen แต่ไม่ควรรับประทานบ่อยเกินไป

⚠️ ระวัง Medication Overuse Headache

โดยทั่วไป ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดเกิน 10–15 วันต่อเดือน (ขึ้นอยู่กับชนิดของยา) เพราะอาจเกิดปวดศีรษะจากการใช้ยาเกินได้

3

ยาป้องกัน

หากปวดศีรษะบ่อย เช่น มากกว่า 10–15 วันต่อเดือน หรืออาการรบกวนการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณาเริ่มยาป้องกัน ยาที่ใช้บ่อยคือ Amitriptyline (เป็นยาที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุด) ในบางรายอาจพิจารณายาอื่นตามความเหมาะสมและโรคร่วม การใช้ยาป้องกันช่วยลดจำนวนวันที่ปวด ลดความรุนแรงของอาการ และลดการใช้ยาแก้ปวด

4

กายภาพบำบัดและการยืดกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ บ่า และไหล่ร่วมด้วย มักได้รับประโยชน์จากการยืดกล้ามเนื้อ การปรับท่านั่งทำงาน การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและสะบัก และกายภาพบำบัด การรักษาร่วมกันหลายวิธีมักได้ผลดีกว่าการรับประทานยาเพียงอย่างเดียว

นวดช่วยได้หรือไม่?

ช่วยได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการตึงของกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ อย่างไรก็ตาม การนวดเป็นเพียงการบรรเทาอาการ ไม่ได้รักษาสาเหตุของโรค หากอาการปวดเกิดจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวัน แต่ยังคงนั่งท่าเดิมโดยไม่ปรับพฤติกรรม อาการก็มักกลับมาเป็นซ้ำ

เมื่อไรที่ควรพบแพทย์?

ควรปรึกษาแพทย์ หาก

  • ปวดศีรษะบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ หรือใช้ยาแก้ปวดหลายวันต่อสัปดาห์
  • ปวดจนกระทบการทำงานหรือการเรียน
  • อาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • มีแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ชัก หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วม
  • ไม่แน่ใจว่าเป็นไมเกรนหรือปวดศีรษะจากความเครียด

การรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคกลายเป็นอาการปวดศีรษะเรื้อรังในอนาคต

📋 สรุปสิ่งที่ควรรู้

  • Tension-Type Headache เป็นโรคปวดศีรษะที่พบบ่อยที่สุด ลักษณะเด่นคือปวดตื้อ ๆ หรือปวดแน่นเหมือนมีอะไรมารัดรอบศีรษะ มักสัมพันธ์กับความเครียด ความเหนื่อยล้า และการใช้กล้ามเนื้อคอไหล่เป็นเวลานาน
  • ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการปรับพฤติกรรม การพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกาย การยืดกล้ามเนื้อ และการใช้ยาอย่างเหมาะสม
  • หากอาการปวดศีรษะเกิดบ่อย ใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง

คลังความรู้โรคสมอง

www.dradisak.com